5 พฤติกรรมที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย รีบเลิกก่อนผิวพัง 

5 พฤติกรรมที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย รีบเลิกก่อนผิวพัง 

ปัญหาหน้าแก่ก่อนวัย เป็นสิ่งที่ใครๆก็ไม่อยากเจอโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปโดยความแก่ของผิวหนังนั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องโดยเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปถึงแม้ว่าภายนอกนั้นอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนแต่ว่าในระดับเซลล์ผิวนั้นได้เกิดการลดลงของคอลลาเจนรวมไปถึงอิลาสตินและสิ่งต่างๆซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้ผิวมีความเต่งตึงเรียบเนียนและมีความยืดหยุ่นเพราะฉะนั้นการที่เรามีพฤติกรรมสะสมทำให้หน้าแก่ก่อนวัยนั้นจะค่อยๆทำลายโครงสร้างผิวของเราโดยที่เราไม่รู้ตัวโดยวันนี้เราได้นำเอา 5 พฤติกรรมสำคัญที่ควรระมัดระวังที่จะทำให้หน้าแก่ก่อนวัยมาแนะนำกันลองไปดูกันเลยว่าจะมีพฤติกรรมในลักษณะใดกันบ้าง 

1.ลืมทากันแดดในร่ม หรือละเลยแสง Blue Light

ลืมทากันแดดในร่ม หรือละเลยแสง Blue Light
ลืมทากันแดดในร่ม หรือละเลยแสง Blue Light

    หลายคนอาจจะคิดว่าการที่เราอยู่ในร่มไม่โดนแสงแดดนั้นไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดดก็ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลยเพราะสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัยนั่นก็คือรังสี UV โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสี uva ที่สามารถทะลุกระจกและเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ลึกซึ่งเป็นบริเวณที่มีคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่ในปริมาณมาก แน่นอนว่าเมื่อรังสี uva กระทบกับผิวจะไปกระตุ้นอนุมูลอิสระทำให้โครงสร้างคอลลาเจนเกิดการแตกตัวและเสื่อมสภาพเร็วมากขึ้นส่งผลทำให้ผิวพรรณของเรานั้นเริ่มหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยเพราะสูญเสียความยืดหยุ่นนั่นเอง นอกจากนี้แล้วแสงจาก Blue Light หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตมีความเข้มข้นกว่าแสง UV แต่ก็มีผลในเชิงสะสมทำให้เซลล์ผิวนั้นมีความหมองคล้ำและเข้าไปเป็นตัวเร่งการเสื่อมของเซลล์ผิวในระยะยาวเพราะฉะนั้นการอยู่บ้านจำเป็นต้องทาครีมกันแดดเช่นเดียวกันกับออกนอกบ้านนั่นเอง 

    2. เสพติดของหวาน

    เสพติดของหวาน
    เสพติดของหวาน

    ใครสายหวานต้องระมัดระวังเพราะน้ำตาลนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและยังมีผลโดยตรงต่อความแก่ของผิวเราซึ่งการที่โมเลกุลน้ำตาลเข้าไปจับกับโปรตีนในร่างกายโดยเฉพาะคอลลาเจนและอีลาสตินทำให้เกิดกระบวนการที่เป็นลักษณะทำให้เส้นใยคอลลาเจนแข็งตัวเกิดการเปราะบางและมีความยืดหยุ่นน้อยลงทำให้มีการเสื่อมสภาพอย่างชัดเจน โดยผิวจะเริ่มสูญเสียความเด้งทำให้รูขุมขนดูกว้างมากขึ้นผิวพรรณดูหยาบกร้านและเกิดริ้วรอยได้ง่ายถึงแม้ว่าจะยังอายุไม่มากแต่ก็เห็นริ้วรอยเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนทำให้ผิวพรรณนั้นดูเหนื่อยล้าและไม่สดใส 

    3.ใช้สกินแคร์ตามรีวิวมากเกิน จนผิวพัง

    ใช้สกินแคร์ตามรีวิวมากเกิน จนผิวพัง
    ใช้สกินแคร์ตามรีวิวมากเกิน จนผิวพัง

    การใช้สกินแคร์ตามรีวิวโดยที่ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีอาจจะทำให้ผิวพังได้ ด้วยความที่ในยุคปัจจุบันนั้นการเข้าถึงข้อมูล Skincare ทำได้ง่ายทำให้หลายคนนั้นลองใช้โดยไม่รู้ถึงผลลัพธ์อันตรายที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่มี Active interident สูง หรือมีความเข้มข้นมากเกินไปจะทำให้ผิวนั้นเกิดการระคายเคืองสะสมและเมื่อเกราะป้องกันผิวภายนอกเกิดการระคายเคืองก็จะทำให้สูญเสียน้ำง่ายขึ้น ส่งผลทำให้ผิวแห้งแสบแดงและไวต่อการกระตุ้นต่างๆ และถ้าหากผิวอยู่ในสภาวะอักเสบเรื้อรังก็จะทำให้เกิดการแก่จากการอักเสบซึ่งเป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เร่งความแก่ได้อย่างรวดเร็ว 

    4.ติดนิสัยนอนดึก ไถฟีดโซเชียลจนโต้รุ่ง

    ติดนิสัยนอนดึก ไถฟีดโซเชียลจนโต้รุ่ง
    ติดนิสัยนอนดึก ไถฟีดโซเชียลจนโต้รุ่ง

    นอนดึกต้องระวัง การนอนดึกนั้นไม่ดีต่อสุขภาพมากๆเพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผิวนั้นได้รับการซ่อมแซมโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ร่างกายนั้นมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาที่มีหน้าที่ในการซ่อมแซมผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ หากคุณนอนดึกเป็นประจำจะส่งผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นโทรศัพท์มือถือทั้งในเรื่องของการลดคุณภาพการนอนและการสัมผัสกับแสงบลูไลท์ทำให้ไปเร่งการเสื่อมของผิวได้เร็วมากขึ้น จะทำให้ผิวฟื้นตัวช้าเกิดความหมองคล้ำและไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้แล้วยังทำให้เกิดริ้วรอยรอบดวงตาใต้ตาคล้ำถาวรและผิวดูเหนื่อยล้าไม่สดใส 

    5.เช็ดเครื่องสำอางและขยี้ตาแรงเกินไป

    เช็ดเครื่องสำอางและขยี้ตาแรงเกินไป
    เช็ดเครื่องสำอางและขยี้ตาแรงเกินไป

    การเช็ดเครื่องสำอางบนผิวหน้าที่มีความบอบบางแรงเกินไปโดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาซึ่งเป็นบริเวณที่บอบบางที่สุดในร่างกายไม่ว่าจะเป็นการดึงการถูหรือการขยี้แรงๆในขณะล้างหน้าจะทำให้เกิดการเสียดสีทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินโดยตรงถึงแม้ว่าเป็นพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆแต่ถ้าหากทำบ่อยๆอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดรอยฉีกขาดขนาดเล็กใต้ชั้นผิวทำให้ผิวพรรณบริเวณนั้นสูญเสียความกระชับทำให้เกิดรอยลึกในระยะยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณร่องแก้มและบริเวณหางตา วิธีดูแลผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ลดริ้วรอยก่อนวัย

    วิธีในการดูแลผิวให้มีความอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนนั้นจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพประกอบกับการสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันและการฟื้นฟูโดยสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากแนะนำก็คือการทาครีมกันแดดทุกวันถึงแม้ว่าจะอยู่ในร่มก็ตามรวมไปถึงการหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลาที่มีความเข้มข้นสูงและเน้นในเรื่องของการฟื้นฟูโดยใช้สกินแก๊สที่ช่วยเสริมเกราะผิวไม่ว่าจะเป็นเ ceramide, hyaluronic acid และ niacinamide ซึ่งสารเหล่านี้นั้นจะช่วยทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้นช่วยลดการสูญเสียน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดอาการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี 

    อาหารช่วยชะลอวัย บำรุงผิวจากภายใน

    การรับประทานอาหารเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ส่งผลดีต่อสุขภาพผิวโดยตรงเพราะว่าเป็นแหล่งคอลลาเจนและสารต้านอนุมูลอิสระแนะนำให้รับประทานอาหารประเภท ปลาแซลมอนเพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 มีส่วนสำคัญในช่วยลดการอักเสบของผิว อะโวคาโดมีไขมันดี เบอรี่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ไข่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่หาซื้อได้ง่าย และผักใบเขียวที่จะช่วยดีท็อกซ์และช่วยลดความเครียดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    สัญญาณเตือนว่าผิวกำลังแก่ก่อนวัย มีอะไรบ้าง

    สำหรับใครที่กำลังอยู่ในช่วงดูแลผิวพรรณของตัวเองอย่างต่อเนื่องจะต้องรู้ในเรื่องของสัญญาณผิวแก่ก่อนวัยด้วยเพราะถ้าหากปล่อยไว้นานอาจจะกลับมาแก้ไขได้ยาก เพราะฉะนั้นทางที่ดีป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นจะดียิ่งกว่า

    • มีผิวหมองคล้ำแม้นอนพักผ่อนเพียงพอ เป็นสัญญาณแรกที่พบได้บ่อยที่สุดและดูได้ชัดเจนสังเกตจากผิวพรรณที่ดูหมองคล้ำไม่สดใสถึงแม้ว่าจะมีการนอนหลับพักผ่อนอย่างครบถ้วนก็ตามโดยในระดับผิวหนังนั้นจะเกิดจากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงทำให้เซลล์ผิวเก่าตกค้างอยู่บนผิวจำนวนมากทำให้แสงสะท้อนผิวไม่สม่ำเสมอทำให้ใบหน้านั้นดูหมองคล้ำ นอกจากนี้แล้วก็ยังมาพร้อมกับแสงแดดและมลภาวะต่างๆรวมไปถึงความเครียดอีกด้วย 
    • แต่งแต่งหน้าไม่ติดผิวเหมือนเดิม สัญญาณนี้จะสังเกตได้ง่ายจู่ๆน่าจะเริ่มเป็นคราบรองพื้นทาแป้งแล้วไม่เกาะผิวหรือเครื่องสำอางตกร่องได้ง่ายสะท้อนให้เห็นว่าเกราะป้องกันผิวนั้นเริ่มอ่อนแอผิวไม่มีความเรียบเนียนเครื่องสำอางไม่สามารถยึดเกาะได้ดีเหมือนเดิม 
    • ผิวแห้งง่ายถึงแม้จะใช้ครีมบำรุง โดยผิวนั้นจะมาพร้อมกับไขมันที่ทำหน้าที่เหมือนกับกำแพงกั้นน้ำถ้าหากสิ่งเหล่านี้ลดลงน้ำในผิวก็จะระเหยออกเร็วทำให้ขาดความชุ่มชื้นได้ 
    • รูขุมขนกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นสัญญาณสำคัญที่สังเกตเห็นได้ง่ายโดยจะเกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นเพราะคอลลาเจนและอีลาสตินลดลงทำให้โครงสร้างในการพยุงรูขุมขนนั้นอ่อนแอลงจนทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างและไม่กระชับ 
    • เริ่มมีริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาและมุมปาก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นพื้นผิวที่บางที่สุดบนใบหน้าและมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาจึงเป็นจุดแรกที่สังเกตเห็นสัญญาณความเสื่อมสภาพของผิว ริ้วรอยเล็กๆที่ปรากฏเวลายิ้มหรือขยับหน้านั้นแสดงให้เห็นว่าเส้นใยคอลลาเจนเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นไปแล้ว 

    วิตามินตัวไหนช่วยลดริ้วรอยและบำรุงผิว

    สำหรับใครที่กำลังมองหาวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวและช่วยลดริ้วรอยนั้นแนะนำเป็นวิตามินซีซึ่งเป็นตัวสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวอย่างมีประสิทธิภาพ วิตามินอีช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระต่างๆ วิตามินเอช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวให้มีความเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีวิตามินดีและซิงค์ที่มีบทบาทในการซ่อมแซมผิวและช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี